NEW : ArJoe's Fic -- ♥ Unwilling to Give Up ( ภาค 2 ) ♥

NEW : ArJoe's Fic -- ♥ Unwilling to Give Up ( ภาค 2 ) ♥

kookkai
#41   [ 26-01-2014 - 19:12:52 ]




먹지 (Gray Paper)

ผมพูดแบบนี้เพราะผมรู้สึกผิด

ผมพูดแบบนี้เพราะคุณกำลังร้องไห้

ผมพูดแบบนี้เพราะผมกำลังหมดลมหายใจ

คำพูดที่หัวใจโง่ๆ ของผมแสดงออกไป

ผมพยายามจะเก็บมันไว้..หยุดยั้งมันไว้

ผมปิดปากตัวเองไว้ด้วยมือของผม แต่....

คำพูดที่ว่า “ผมรักคุณ” ยังคงมีอยู่ ราวกับถูกเขียนไว้ในหัวใจ

ผมก้าวเดินไปช้าๆ..หนึ่งก้าว..สองก้าว..

รอยเท้าของคุณช่างดูคุ้นเคยเหลือเกิน หนึ่งก้าว..สองก้าว..

คุณอยู่ห่างไกลออกไป และหายไป ที่ละน้อยๆ ด้วยรอยเท้าที่หนักแน่น

ถ้าเผื่อคุณถูกลบเลือนและและลบลืมไป

ถ้าเผื่อคุณออกไปจากสายตา และหายตัวไป แม้ใน 1 วินาที

ผมจะพูดคำนั้นซ้ำๆ หลายๆ ครั้งว่า “อย่าไปเลย...”

*ผมก้าวเดินไปช้าๆ..หนึ่งก้าว..สองก้าว..

รอยเท้าของคุณช่างดูคุ้นเคยเหลือเกิน หนึ่งก้าว..สองก้าว..

คุณอยู่ห่างไกลออกไป และหายไป ที่ละน้อยๆ ด้วยรอยเท้าที่หนักแน่น

นี่เป็นครั้งสุดท้าย ครั้งแล้ว ครั้งเล่า

ผมให้สัญญาในสิ่งที่ผมรักษาไว้ไม่ได้ ครั้งแล้ว ครั้งเล่า

คุณอยู่ห่างไกลออกไป และหายไป ที่ละน้อยๆ ด้วยรอยเท้าที่หนักแน่น

คนที่สมควรที่จะเจ็บปวดคือผม ได้โปรดเถอะ ได้โปรดที


*************************************************************************




kookkai
#42   [ 27-01-2014 - 20:47:45 ]


Cast สมาชิกวง The Heirs





ชื่อ: กวงเทียน

วันเกิด: 22 มิถุนายน พ.ศ. ...

ตำแหน่ง: กีตาร์

ส่วนสูง: 180 เซนติเมตร

น้ำหนัก: 63 กิโลกรัม

กรุ๊ปเลือด: A

งานอดิเรก: ฟังเพลง

ความสามารถพิเศษ: แคริเน็ท, บีทบ๊อกซ์

จุดเด่น: ตาเศร้าๆ แต่เร้าใจ




ชื่อ: เหล่ยเซิง

วันเกิด: 15 พฤษภาคม พ.ศ. .....

ตำแหน่ง: นักร้องนำ

ส่วนสูง: 182 เซนติเมตร

น้ำหนัก: 62 กิโลกรัม

กรุ๊ปเลือด: O

งานอดิเรก: ฟังเพลง ออกกำลังกาย

ความสามารถพิเศษ: ยูโด

จุดเด่น: ลักยิ้ม






kookkai
#43   [ 27-01-2014 - 20:48:01 ]





ชื่อ:จีน

วันเกิด: 28 มิถุนายน พ.ศ. .....

ตำแหน่ง: กลอง

ส่วนสูง: 183 เซนติเมตร

น้ำหนัก: 60 กิโลกรัม

กรุ๊ปเลือด: A

งานอดิเรก: ฟุตบอล บาสเกตบอล

ความสามารถพิเศษ: ฟลุต

จุดเด่น: ตายิ้ม




ชื่อ: อิ่งฟง

วันเกิด: 15 กันยายน พ.ศ....

ตำแหน่ง: เบส

ส่วนสูง: 186 เซนติเมตร

น้ำหนัก: 62 กิโลกรัม

กรุ๊ปเลือด: A

งานอดิเรก: ฟังเพลง

ความสามารถพิเศษ: เบส แร๊ปเปอร์

จุดเด่น: ตา





kookkai
#44   [ 27-01-2014 - 21:11:29 ]


Chapter 4



ปลายนิ้วเรียวเล็กจากมือขาวสะอาดแตะลงบนคอร์ทกีตาร์ตัวสีน้ำตาลเข้ม

ตัดกับดำสนิทตัวนั้น..ตัวที่เขาเล่นอยู่ประจำ............

ริมฝีปากบางๆ ได้รูปยิ้มอ่อนๆ ยามที่แตะต้องเครื่องดนตรีชิ้นนี้ด้วยท่าทางอ่อนโยนและทะนุถนอม

กีตาร์ตัวนี้วางพิงอยู่ข้างเก้าอี้แบบสตูลสูงๆ มุมห้องซ้อมแห่งนั้น

เธอรู้สึกราวกับจะเห็นภาพที่คงจะเคยเกิดขึ้นภายในนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าขึ้นมาได้ในจินตนาการ

..ภาพที่เขากำลังวางมันไว้บนตัก นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนี้และเล่นกีตาร์ด้วยสีหน้าเรียบเฉย

แต่แววตามีความสุขยามได้อยู่กับสิ่งที่ตัวเองรัก..เธอชอบเวลาคิดถึงภาพเขาแบบนั้น..


เสี่ยวเม่ยนั่งลงหยิบเครื่องดนตรีชิ้นนั้นมาวางบนตักอย่างระมัดระวัง

มือบางลูบไปบนคอร์ทและตัวของมันอย่างแผ่วเบา

ก่อนที่เธอจะเสียบแจ็คสายไฟตรงด้านล่าง...

..นาทีต่อมาท่วงทำนองของมันก็ดังขึ้นเมื่อปลายนิ้วเรียวเล็กเลื่อนไปตามคอร์ท

แล้วเกาสายของมันอย่างชำนาญ

เสียงทำนองลีดกีตาร์เชื่องช้า แต่เป็นจังหวะหนักแน่นค่อยๆ เงียบลงจากลำโพงตัวที่ตั้งอยู่บนพื้นข้างๆ

เสี่ยวเม่ยเงยหน้าขึ้นมองเห็นใครอีกคนที่ยืนพิงเงียบๆ อยู่ตรงขอบประตู และกำลังมองสายตาคมดุมาที่เธอ..

"กวงเทียน!"

เสี่ยวเม่ยดูกระวนกระวายขึ้นมาอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเขามายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

เธอเลื่อนกีตาร์ลงวางที่เดิมและลุกขึ้นยืน

มือบางจับเส้นผมก่อนจะลดลงมาประสานกันด้านหน้า

สีหน้าราวกับเด็กทำอะไรผิดแล้วโดนผู้ใหญ่จับได้ประมาณนั้น

กวงเทียนก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทีเฉยๆ วางกระดาษในมือลงบนโต๊ะ

ในห้องซ้อมไม่มีใครอยู่นอกจากเธอกับเขา..

ความจริงเขามาถึงครู่หนึ่งแล้ว เพียงแต่หยุดยืนอยู่ตรงหน้าห้องเพราะได้ยินเสียงกีตาร์ที่เธอเป็นคนเล่น

"ไม่น่าเชื่อว่าคุณจะเล่นมันเป็น" กวงเทียนมองไปยังกีตาร์ที่วางไว้ที่เดิม

เสี่ยวเม่ยค่อยๆ ยิ้มออกมา เมื่อเขาเริ่มพูดกับเธอ

สายตาคมๆ เลื่อนจากกีตาร์มาหยุดตรงหน้าเธอ

"ถึงเพื่อนผมจะบอกว่าคุณถนัดพวกเครื่องสายก็เถอะ แต่ไม่คิดว่าจะรวมถึงกีตาร์ด้วย"

..นั่นสินะ มีผู้หญิงสักกี่คนกันที่เล่นมัน แต่เธอเป็น 1 ในนั้น..

"มันเป็นเครื่องดนตีชนิดแรกที่ฉันเริ่มหัดเล่นเลยค่ะ"

เสี่ยวเม่ยอธิบายแล้วมองตาเขา ซึ่งดูเหมือนจะส่งแววตาชวนสงสัยเล็กน้อย

"เอ่อ..คือ ต้องขอโทษด้วยที่ถือวิสาสะ นั่นมันกีตาร์ของคุณสินะคะ"

เธอดูประหม่าแล้วก็มีสีหน้ากังวลเมื่อพูดกับเขาประโยคต่อมา

แต่กวงเทียนไม่ได้สนใจอย่างที่เธอคิดว่าเขาจะเป็นเสียอีก

เขาไม่ค่อยชอบเธอก็พอจะรู้ตัวอยู่ล่ะนะ แล้วไปยุ่งกับของของเขาแบบนั้น จะไม่ให้กลัวได้ยังไง





kookkai
#45   [ 27-01-2014 - 21:38:52 ]


"ทำไมต้องเป็นกีตาร์ สำหรับผู้หญิงเริ่มที่เปียโน หรือไม่ก็อย่างอื่นไม่เหมาะกว่าเหรอ"

กวงเทียนถามออกไปแล้วก็ต้องสงสัยอีกครั้งเมื่อเห็นเธอมองเขาด้วยแววตาแบบนั้น...

แบบที่เขาเองก็อธิบายไม่ถูก..ทำไมเธอถึงชอบทำท่าเหมือนคิดว่าตัวเองรู้จักเขาดีนักนะ..

"ฉันชอบมันค่ะ แค่ชอบเท่านั้นเอง" เสี่ยวเม่ยหันไปมองกีตาร์ที่วางพิงอยู่ขณะตอบโดยไม่มองเขาตรงๆ

"แล้วทำไมคุณถึงชอบกีตาร์ล่ะคะ"

"มันเหมือนผู้หญิงมั้ง" เขาเดินมายืนตรงหน้าเธอในขณะที่ตอบคำถาม

เสี่ยวเม่ยรู้สึกได้ว่าจังหวะหัวใจเธอเต้นแรงขึ้นมากกว่าตอนที่เห็นเขายืนอยู่ตรงหน้าประตูด้วยซ้ำ

เพราะอย่างน้อยตอนนั้นเขาก็ไม่ได้อยู่ใกล้เธอเท่าตอนนี้..

"แต่มันต่างกันตรงที่กีตาร์มันพูดไม่ได้ เสียงเดียวที่มันทำได้ก็คือเสียงดนตรีเท่านั้น"

เธอมองไปตามส่วนโค้งเว้าของกีตาร์ และคำพูดของเขา

..นั่นสินะ มันคล้ายกัน กีตาร์กับผู้หญิง เขาสมกับเป็นศิลปินทั้งความคิดและคำพูด

เสี่ยวเม่ยเผลอยิ้มออกมาพร้อมกับหัวเราะเบาๆ

กวงเทียนจึงก้มลงมองตามใบหน้านั้นที่กำลังยิ้มและหัวเราะ

..นััยน์ตาเธอสว่างสดใสเป็นสิ่งเดียวที่โดดเด่นจากใบหน้าเรียบๆนั่น


"นั่นสินะคะ เหตุผลที่ว่าทำไมผู้ชายถึงได้ชอบมันมากกว่า

คงไม่มีใครอยากฟังผู้หญิงคนไหนพูดมากทั้งวันหรอก"
เสี่ยวเม่ยพูดพลางยิ้มน้อยๆ กับความคิดของเขา

"คงอย่างนั้น เพราะเวลาอยู่กับผู้หญิง ผมไม่ค่อยชอบคุยหรอก

มันมีอะไรอย่างอื่นให้ทำมากกว่านั้นอีกตั้งเยอะ"


คำพูดชวนคิดของเขาทำเอาแก้มเนียนกลายเป็นสีชมพูขึ้นมาจางๆ ทันควัน

และยิ่งมากขึ้นจนร้อนไปทั้งหน้าเมื่อเขาจับมือเธอขึ้นมากุมเอาไว้ข้างหนึ่ง


"กวงเทียน.." เสี่ยวเม่ยเรียกชื่อเขาออกมาอย่างแผ่วเบาด้วยสีหน้าประหลาดใจ

ดูทำอะไรไม่ถูกในขณะที่เขาจับมือเธอข้างนั้นขึ้นมาพิจารณาใกล้ๆ

จนเธอสัมผัสได้ถึงลมหายใจของเขาที่รดผ่าน

ปลายนิ้วเรียวยาวกว่าและแข็งแรงกว่ามาก เลื่อนลงลูบไล้ฝ่ามือนุ่มเบาๆ ด้วยมือข้างเดียว

ก่อนจะสอดเข้าไปจับกระชับ และตวัดสายตาคมขึ้นจากมือข้างนั้นมาหยุดตรงใบหน้าเธอ


"แปลกนะ นิ้วคุณไม่เห็นจะด้านอย่างคนเล่นกีตาร์เลย"

ริมฝีปากได้รูปของเขาคลี่ยิ้มพลางพูดเรื่อยๆ ราวกับไม่ได้เห็นอาการหวั่นไหวของคนตรงหน้า

ที่มือนุ่มๆ ยังถูกยึดไว้ด้วยมือข้างนั้นของเขา


"กวงเทียน คือ....."

เสี่ยวเม่ยหายใจสะดุด นิ่วหน้าที่ร้อนผ่าวของตัวเอง เมื่อเขาดึงมือเธอขึ้นไปแตะตรงริมฝีปาก

"กรุณาอย่าล้อเล่นกับฉันแบบนี้เลยค่ะ"

"ท่าทางของผมมันบอกว่าล้อเล่นอย่างนั้นเหรอ"

เขาเงยหน้าขึ้นมา รอยยิ้มร้ายๆ ฉายชัดทั้งจากริมฝีปากและดวงตา

เมื่อได้ยินเสียงสั่นๆ รวมทั้งมือที่เย็นเฉียบของเธอ



kookkai
#46   [ 27-01-2014 - 22:18:12 ]


"คุณเคยบอกว่าอยากเข้ากับผมได้เหมือนกับพวกเพื่อนๆ ของผมสามคนนั้นไม่ใช่เหรอ?

มันไม่ใช่เรื่องยากเลย กับผมน่ะคุณก็น่าจะรู้วิธีแล้วนี่"


เสี่ยวเม่ยเม้มปากอย่างอึดอัด เวลาเขาทำแบบนี้มันทำให้เธอรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก

ทั้งที่แค่สัมผัสมือกันเท่านั้น...ทั้งที่ท่าทีของเขาเป็นแบบนี้

แต่เธอก็รู้สึกได้ถึงความเย็นชาของเขา..เขาทำแบบนี้เพราะอะไร


เธอเองก็ไม่เข้าใจในเมื่อเธอรู้สึกอยู่ชัดๆ ว่าเขาไม่ได้ต้องการหรือสนใจเธอสักหน่อย

เขาคงอยากจะแกล้งเธอมากกว่า..แต่เธอก็ทำใจกล้าถามเขาออกไป

"หมายความว่า คุณยอมรับฉัน ยอมให้ฉันทำงานกับคุณแล้วใช่มั้ยคะ"

"ขึ้นอยู่กับว่า....คุณทำให้ผมพอใจมากแค่ไหน"

เขาปล่อยมือเธอออก และใช้แขนข้างเดียวกันรวบเอวบางมาแนบกับตัวเอง

อกกว้างสัมผัสแนบกับเรือนร่างเล็กๆ นุ่มๆ ที่เขารั้งไว้


เสี่ยวเม่ยดูตกใจเอาการ ตัวเธอเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็งเสียอีกถ้าถามความเห็นของเขานะ

และเขาก็ชอบเสียด้วยสิ เวลาได้แกล้งเธอแบบนี้



กวงเทียนได้ยินเสียงครางด้วยความตกใจในลำคอของเสี่ยวเม่ย

ตอนที่เขาโน้มตัวลงไปจูบปิดริมฝีปากที่พยายามขัดขืนของเธอ


เธอดูตกใจมากทีเดียวจนถึงกับทำอะไรไม่ถูก...

และจูบหนที่สองนี้ บอกตามตรงเลยว่าเขาพอใจ

อาจเป็นเพราะครั้งแรกเขาไม่มีอารมณ์จะสนใจมันมากนัก ไม่เหมือนครั้งนี้....

ริมฝีปากเธอนุ่มนิ่ม ผิวกายเธอหอมอ่อนๆ ตามธรรมชาติ

ต่างจากผู้หญิงหลายๆ คนที่เขาเคยผ่านมา

ในขณะที่เขาจูบเธอ เสี่ยวเม่ยแทบจะหมดแรงพยุงตัวให้ยืนอยู่ได้

เธอหอบน้อยๆ เมื่อเขาทั้งจูบ และเริ่มแกะกระดุมเสื้อเม็ดบนสุดและแกะกระดุมเรื่อยลงมา


"กวงเทียน..ขอร้อง..ปล่อยฉันเถอะค่ะ"

เธอส่ายหน้าไปมา เมื่อเขาดันเธอไปชิดกับเก้าอี้ตรงข้างกำแพง

มือบางยึดขอบเก้าอี้เอาไว้ทางด้านหลังพยายามขืนตัวออกจากอ้อมแขนของเขาแทนที่จะผลักเขาออก

เธอไม่ต้องการแม้แต่จะแตะต้องร่างกายเขาด้วยความตื่นกลัวและตกใจ

หยดน้ำเปียกชื้นหยดลงบนริมฝีปากที่แนบชิดทำเอากวงซีขมวดคิ้วแล้วถอยออกมามอง

เขาเห็นเธอก้มหน้าลงตัวสั่น และน้ำตาไหลรินลงมาเป็นทาง

เสี่ยวเม่ยยังเกาะขอบเก้าอี้เอาไว้แน่นไม่ขยับตัวหรือเงยหน้าขึ้นมาเลย

นอกจากกัดริมฝีปากล่างจนชาไปหมด

นัยน์ตายังเต็มไปด้วยหยดน้ำตา แล้วก็รู้สึกว่าเขากลัดกระดุมคืนตามเดิม

ก่อนจะถอยออกไปเล็กน้อย ปล่อยเธอให้เป็นอิสระ

"โอเค พอก่อนก็ได้สำหรับวันนี้"

กวงเทียนยิ้มและมองเธอนิ่งๆ เจือด้วยอารมณ์ขบขัน

เขาลดสายตามองกระดุมเม็ดบนสุดตรงเสื้อคอวี

ที่เปิดผิวขาวผ่องตรงลำคอระหงว่ายังไม่ได้ติดให้เรียบร้อย

แต่จู่ๆ ใจก็คิดไปถึงวันที่เธอพูดคุยกับเหลยเซิงตอนเล่นคีย์บอร์ดอย่างสนิทสนม

เขาก็เลยจงใจปล่อยมันเอาไว้อย่างนั้น....




"เอ้!..กวงเทียน ฉันฝันไปรึเปล่าว่าเห็นนายที่นี่ มาตั้งแต่เมื่อไหร่"

ประตูถูกเปิดเข้ามา....จีนก้าวเร็วๆ มาทักทาย

ดูไม่ได้สังเกตเห็นอะไรอย่าง 2 หนุ่มที่เพิ่งเดินตามเข้ามาที่มองปุ๊บก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติเหล่านั้นทันที

"เป็นยังไง คุยเรื่องเพลงกับเสี่ยวเม่ยไปถึงไหนแล้วล่ะ"

จีนเดินลงไปทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา หยิบเนื้อเพลงมาดู ฮัมเพลงในลำคอ

ดูจะดีใจที่เพื่อนเขายอมทำงานร่วมกับสาวน้อยคนนี้เสียที

"ฉันขอตัวไปห้องน้ำแป๊บหนึ่งนะคะ"

เสี่ยมเม่ยพูดเบาๆ ก้มหน้าก้มตาเดินออกไป กระดุมตรงคอเสื้อนั่นยังไม่ได้ติดเลยด้วยซ้ำ

และสายตาคมของอิ่งฟงมีเหรอจะไม่เห็น

อิ่งฟงหันมาสบตากับเหลยเซิง ก่อนจะมองกวงเทียนที่ทำหน้านิ่งๆ เดินมาร่วมวงทีหลังอย่างไม่พูดอะไร

แต่ทั้งอิ่งฟงและเหลยเซิงมองเห็นรอยยิ้มนิดๆ ตรงมุมปากแบบนั้นของกวงเทียน

กับแววตาสบอารมณ์สนุกสนานกับเรื่องอะไรสักอย่างมีเหรอจะไม่รู้

"เอาเป็นว่าคนนี้นายจองแล้ว พวกฉันหมดสิทธิ์ว่างั้นใช่มั้ยกวงเทียน" เหลยเซิงพูดขึ้นมาลอยๆ

คนที่ถูกเรียกไม่ว่าอะไรนอกจากเอนกายลงกับพนักพิงเหยียดขาพาดบนโต๊ะตามสบาย

เอามือเสยผมรกๆ บนหน้าผากตัวเองเล่น

"เฮ้ย! นี่ฉันพลาดอะไรไปรึเปล่าเนี่ยะ พวกนาย!" จีนโวยวายอย่างสงสัยทันที

อิ่งฟงได้แต่ส่ายหน้าไปมาอย่างระอาใจ......




kookkai
#47   [ 28-01-2014 - 18:46:02 ]




Gray Paper (먹지)

미안해서 하는 말이야 니가 울고 있어 하는 말이야
มีอันแฮซอ ฮานึน มารียา นีกา อุลโก อิดซอ ฮานึน มารียา
เพราะรู้สึกเสียใจ เลยพูดออกมา เพราะเธอกำลังร้องไห้ ก็เลยพูดออกมา

숨이 막혀 삼키듯 한 말이야 멍청한 가슴이 서두르는 말
ซูมี มาคยอ ซัมคีดึด ทัน มารียา มองชองฮัน คาซึมี ซอดูรึนึน มัล
เพราะรู้สึกเหมือนขาดลมหายใจ เลยพูดออกมา คำที่หัวใจโง่ๆ มันรีบเร่งให้พูดออกมา

참고 참아보니 막으려 해도 두 손으로 내 입을 막아봐도
ชัมโก ชามาโบนี มากึรยอ แฮโด ทู โซนึโร แน อีบึล มากาบวาโด
แม้จะพยายามอดกลั้นเอาไว้ แม้ว่าจะพยายามใช้มือทั้งสองปิดปากเอาไว้

내 마음을 써내려 간듯한 한마디 사랑해
แน มาอึมึล จอแนรยอ คันดึดทัน ฮันมาดี ซารังแฮ
แต่คำว่า “ฉันรักเธอ” ก็ยังคงอยู่เหมือนมันถูกเขียนไว้อยู่ในหัวใจ

천천히 걸어갈께 한발 두발 내게 익숙한 네 발걸음 한발 두발
ชอนชอนฮี คอรอกัลเก ฮันบัล ทูบัล แนเก อิกซูคัน เน พันกอรึม ฮันบัล ทูบัล
ฉันจะค่อยๆ ก้าวไป ทีละก้าว สองก้าว เธอก็ก้าวไปพร้อมกับฉันทีละก้าว สองก้าว

조금씩 멀어져가다 사라져간다 저벅저벅
โชกึมชิก มอรอจยอกาดา ซาราจยอกันดา ชอบอก ชอบอก
เธอค่อยๆ ห่างไกลออกไป ค่อยๆ หายไปด้วยก้าวย่างที่หนักแน่น

지워지듯 잊혀질까봐 보이지 않는듯 사라질까봐
ชีวอจีดึด อิดชยอจิลกาบวา โบอีจี อันนึนดึด ซาราจิลกาบวา
เมื่อเธอลบและลืมมันไปแล้ว เมื่อเธอไม่อยู่ให้เห็นและหายไปแล้ว

일초에도 수만번은 되내이는 말 멀리가지마
อิลโชเอโด ซูมันบอนึน ทเวแนอีนึน มัล มอลรีกาจีมา
แม้ใน 1 วินาที ฉันก็จะพูดมันซ้ำๆ หลายๆ ครั้งว่า “อย่าจากฉันไปไกล”


천천히 걸어갈께 한발 두발 내게 익숙한 네 발걸음 한발 두발
ชอนชอนฮี คอรอกัลเก ฮันบัล ทูบัล แนเก อิกซูคัน เน พันกอรึม ฮันบัล ทูบัล
ฉันจะค่อยๆ ก้าวไป ทีละก้าว สองก้าว เธอก็ก้าวไปพร้อมกับฉันทีละก้าว สองก้าว

조금씩 멀어져가다 사라져간다 저벅저벅
โชกึมชิก มอรอจยอกาดา ซาราจยอกันดา ชอบอก ชอบอก
เธอค่อยๆ ห่างไกลออกไป ค่อยๆ หายไปด้วยก้าวย่างที่หนักแน่น

이게 마지막이라고 한번 두번 지키지 못 할 약속들도 한번 두번
อีเก มาจีมากีราโก ฮันบอน ทูบอน ชีคีจี มด ทัล ยักซกดึลโด ฮันบอน ทูบอน
ว่านี่คือครั้งสุดท้าย ครั้งแล้ว ครั้งเล่า ฉันไม่สามารถรักษาสัญญาเหล่านั้นได้ ครั้งแล้ว ครั้งเล่า

다쳐야 하는건 이런 나라고 제발 제발
ทาชยอยา ฮานึนกอน อีรอน นาราโก เชบัล เชบัล
คนที่ควรจะเจ็บคือฉัน ได้โปรด เถอะนะ


이게 마지막이라고 한번 두번 지키지 못 할 약속들 한번 두번
อีเก มาจีมากีราโก ฮันบอน ทูบอน ชีคีจี มด ทัล ยักซกดึล ฮันบอน ทูบอน
ว่านี่คือครั้งสุดท้าย ครั้งแล้ว ครั้งเล่า ฉันไม่สามารถรักษาสัญญาเหล่านั้นได้ ครั้งแล้ว ครั้งเล่า


조금씩 멀어져가다 사라져간다 저벅저벅
โชกึมชิก มอรอจยอกาดา ซาราจยอกันดา ชอบอก ชอบอก
เธอค่อยๆ ห่างไกลออกไป ค่อยๆ หายไปด้วยก้าวย่างที่หนักแน่น

다쳐야 하는건 이런 나라고 제발 제발
ทาชยอยา ฮานึนกอน อีรอน นาราโก เชบัล เชบัล
คนที่ควรจะเจ็บคือฉัน ได้โปรด เถอะนะ




เพลงนี้มันบีบหัวใจมากเลย.....
ฟังทีไรแล้วก็นึกว่าพี่เย่เป็นคนที่ร้องเพลงแนวนี้ได้ดีมากๆ
คือจะร้องไห้ทุกครั้งที่ได้ฟังเลย.. T - T

ขอยืมเนื้อเพลงกับคำแปลไปใส่ในฟิคหน่อยนะคะ Y Y '

*************************************************************************





kookkai
#48   [ 28-01-2014 - 20:05:10 ]


Chapter 5



ในห้องอัดเสียงห้องนั้น..ห้องที่ค่อนข้างพิเศษกว่าห้องอื่นๆ ที่ศิลปินส่วนใหญ่จะได้ใช้กัน

เนื่องจากว่าสำหรับพวกเขา 4 คน สมาชิกวง The Heirs ที่กำลังใช้อยู่นี้

จำเป็นต้องใส่เครื่องดนตรีทุกอย่างเอาไว้ครบชุดภายในนั้น

"พวกเขาชอบเล่นดนตรีกันเองมากกว่าจะใช้เครื่องมือช่วยน่ะ"

จางหาวบอกกับเสี่ยวเม่ย ที่ยืนอยู่ด้วยกันหน้าแผงควบคุมเสียง

กระจกบานใหญ่มองเห็นห้องด้านในทั้งหมด รวมถึงชายหนุ่ม 4 คนที่กำลังเล่นดนตรีอยู่ในนั้นด้วย

"คุณคิดว่ายังไงเสี่ยวเม่ย สำหรับซิงเกิ้ลแรก"

เสี่ยวเม่ยพยักหน้าช้าๆ เป็นเชิงว่าทุกอย่างโอเค

สายตาของเธอยังคงมองเข้าไปในห้อง..ร่างสูงตรงมุมหนึ่งก้มศีรษะลงเล็กน้อย

เส้นผมหล่นลงมาปิดเสี้ยวหน้าคมเข้มและมีกีตาร์อยู่ในมือ

..เวลาเขาอยู่กับมันท่ามกลางเสียงดนตรีเหล่านั้น ทำให้เขาดูมีเสน่ห์ที่สุดแม้จะยืนอยู่ด้านหลัง..

"ดีแล้วที่คุณชอบ ผมเองก็ไม่คิดว่าจะออกมาดีขนาดนี้

คุณไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหมครับ ผมหมายถึงกับกวงเทียน เขาไม่ได้ทำอะไรให้คุณไม่สบายใจใช่รึเปล่า"


จางหาวพูดเรื่องงานเรื่อยๆ จนมาหยุดลงตรงคำถามที่ทำเอาเสี่ยวเม่ยนิ่งไป เม้มริมฝีปากน้อยๆ

"ไม่ค่ะ ไม่มีปัญหาอะไร" เธอตอบเบาๆ พลางส่ายศีรษะไปมาไม่ได้สบตาจางหาวตรงๆ

ผู้จัดการจางดูจะพออกพอใจในคำตอบของเธอ เพราะในตอนแรกๆ ก็มีปัญหาอยู่บ้าง

ซึ่งก็เป็นธรรมดาสำหรับคนอีโก้สูงอย่างกวงเทียน

แต่หลังจากที่เห็นว่าเขามายืนอยู่ในห้องอัดตอนนี้โดยไม่ทำตัวมีปัญหาใดๆ เขาก็สบายใจขึ้น

"ผมชอบไอเดียคุณนะ อัลบั้มนี้ต้องดังระเบิดแน่ๆ คิดดูสิว่าพวกเขาทำเพลงกันมานับสิบปี

แต่ไม่เคยมีใครได้ยินสมาชิกวงคนอื่นๆร้องเพลงอย่างจิรงๆ จังๆ เลยสักครั้ง นอกจากเหลยเซิง"


"ก็นี่มันอัลบั้มพิเศษนี่นา จางหาว" จีนนั่นเองที่ตอบคำถามเขา

จีนเดินควงไม้กลองออกมานอกห้องอัดเป็นคนแรก ใบหน้าตี๋ขาวใสสะอาดชื้นไปด้วยเหงื่อแม้แอร์จะเย็น

คงเป็นเพราะว่าเขาใช้กำลังหมดไปกับการตีกลองมากนั่นเอง

..อย่างที่บอกว่าอัลบั้มนี้พิเศษ ก็เพราะปกติแล้วทั้ง 10เพลงในทุกอัลบั้มเหลยเซิงเท่านั้นที่รับผิดชอบร้องนำ

ส่วนคนอื่นๆ เล่นดนตรี อย่างดีก็คอรัสให้ และก็มีร้องตามงานต่างๆ อย่างคอนเสิร์ตบ้างนานๆ ครั้ง

แต่ที่จะออกซิงเกิ้ลใหม่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่อีก 3 หนุ่ม นอกจากเหลยเซิงจะได้ร้องคนละเพลงเป็นเพลงของตัวเองด้วย

ซึ่งก็ได้ไอเดียมาจากเสี่ยวเม่ยผู้ที่รับผิดชอบเรื่องเพลงในอัลบั้มนี้ให้พวกเขานั่นเอง

"ผมร้องเป็นยังไงบ้าง ต้องแก้ตรงไหนรึเปล่าฮะเสี่ยวเม่ย"

เหลยเซิงเดินตามออกมา ใบหน้าระบายด้วยรอยยิ้ม

หน้าตาคมสันหล่อเหลาและดูเป็นผู้ใหญ่ที่สุดในบรรดาพวกเขาทั้ง 4 คน

ทั้งที่เป็นมืออาชีพขนาดนั้น แต่เหลยเซิงกลับพูดจาขอความเห็นอย่างสุภาพไม่ถือตัวเลยแม้แต่นิดเดียว


"คุณร้องดีมากแล้วค่ะ ไม่ต้องแก้ตรงไหนหรอก"

"งั้นวันนี้พวกนายก็พักผ่อนได้ ส่วนพรุ่งนี้คิวนายร้องนะอิ่งฟง ฉะนั้นวันนี้อย่านอนดึกล่ะ

แล้วก็ห้ามไปดื่มด้วย งดสักวันหนึ่ง พรุ่งนี้เข้าห้องอัดจะได้ไม่มีปัญหา"
จางหาวสั่ง

"งั้นคืนนี้นายคงต้องฉายเดี่ยวแล้วล่ะจีน โทษทีนะ" อิ่งฟงพูดหน้าตาเฉย

จางหาวหันไปมองจีนตาขวางทีเดียวประมาณว่ารู้ทัน คงนัดกันไปเที่ยวอีกแล้วล่ะสิ

จีนเอื้อมมือไปกอดคออิ่งฟงลากให้เดินออกไปด้วยกัน

"อย่าบ้าน่าอิ่งฟง นายกลายเป็นเด็กดีไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันห่ะ"

"จีน!" เสียงจางหาวเขียวเอาการ แต่ถูกกลบด้วยเสียงหัวเราะของจีน

"ฮ่าๆๆ ผมล้อเล่นน่า จางหาว"

"เฮ้!..เดี่ยวก่ิอนนาย 2 คน ..ฉันสั่งแล้วนะ..งดเที่ยวคืนนี้เข้าใจมั้ย ฯลฯ"

จางหาวรีบก้าวตามไปพร้อมกับบ่นไม่หยุด

จีนรีบลากคอพาอิ่งฟงวิ่งหนีออกไปด้วยกันอย่างไว เสียงหัวเราะร่าเริงค่อยๆ เงียบหายไป




kookkai
#49   [ 28-01-2014 - 20:35:44 ]



ในห้องนั้นเหลือ เธอ กับชายหนุ่มอีก 2 คน..

เสี่ยวเม่ยหลบสายตาของผู้ชายที่ยืนเงียบๆ ตรงหน้าเธอ

ท่าทางอึดอัดทุกครั้งเวลาเขามองเธอด้วยสายตาแบบนี้

เธอหายใจไม่ค่อยจะสะดวกเอาเสียเลย...

ร่างบางของเธอสะดุ้งเล็กๆ ตอนที่มองเห็นขายาวๆ ของเขากำลังจะเดินเข้ามาหาเธอ..

แต่แล้วเสียงของผู้ชายอีกคนก็ดังขึ้นมาก่อน...

"เสี่ยวเม่ย ผมอยากคุยเรื่องเพลงกับคุณหน่อยน่ะครับ เพลงนี้น่ะ

คือตรงวรรคนี้ผมไม่ค่อยเข้าใจว่ามันต้องร้องต่อเนื่องไปถึงวรรคข้างหน้านี่ติดกันไปเลยรึเปล่า

หรือว่าต้องเว้นช่วง คุณพอจะมีเวลาว่างมั้ย"
เหลยเซิงเดินไปหาพลางก้มลงหยิบแฟ้มที่ใส่กระดาษ

ที่บรรจุโน๊ตเพลงภายในนั้นไปเปิดให้เธอดู เขาพูดอะไรหลายอย่างเป็นเชิงซักถามเกี่ยวกับเพลงพวกนั้น

เสียวเม่ยดูเหมือนจะโล่งใจ เธอหันไปหาพยักหน้าพลางรับฟังแล้วอธิบายให้เขาฟัง

..กวงเทียนมองคนทั้งคู่ที่กำลังคุยกัน

ก่อนที่เขาจะเดินผ่านออกประตูไปด้วยท่าทางเฉยๆ ไม่ได้พูดอะไร

ไม่ได้สังเกตเห็นว่าเสี่ยวเม่ยเงยหน้าขึ้นมามองตามแผ่นหลังของเขา

ที่หายลับไปขณะฟังเหลยเซิงพูดไปด้วย




"ค่ะ ฉันอยากให้มันออกมาเป็นแบบนั้นมากกว่า"

เสี่ยวเม่ยยิ้ม มองหน้าเหลยเซิงที่ยืนอยู่ข้างๆ

เหลยเซิงตัวสูงกว่าเธอมาก..แล้วที่เธอต้องยิ้มเพราะเขากำลังร้องเพลงตรงท่อนนั้นให้เธอฟังด้วย

ประมาณว่าร้องแบบนี้ถูกต้องไหม

"ขอบคุณมากนะครับที่ให้คำปรึกษา" เหลยเซิงพูดตอนเดินออกมาด้วยกัน

"ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ คือความจริงฉันต่างหากที่ควรจะเป็นคนขอบคุณ"

เสี่ยวเม่ยยิ้มให้เหลยเซิงบางๆ แบบขอบคุณจริงๆ



เหลยเซิงใจดีมากและก็ดีกับเธอทั้งๆ ที่ตัวเองดังออกขนาดนี้

แต่เขาเป็นกันเอง ไม่เคยถือตัวเลยแม้แต่น้อย

เธอเข้าใจเจตนาของเขาดี เขาคงไม่อยากให้เธอเครียด


เหลยเซิงยิ้มให้อย่างอ่อนโยน เขายื่นมือมาตบบ่าเธอเบาๆ

"ทำตัวตามสบายเถอะครับ คิดว่าพวกเราเป็นเพื่อนคุณก็แล้วกัน

มั่นใจในตัวเองหน่อย คุณป็นคนมีพรสวรรค์มากนะครับเสี่ยวเม่ย"


"ขอบคุณค่ะเหลยเซิง"

"จริงสิ เดี๋ยวคุณกลับยังไงครับ ผมไปส่งเอามั้ย" เหลยเซิงเปลี่ยนเรื่องให้ร่าเริงขึ้น

"ขอบคุณค่ะ แต่ไม่เป็นไร คือ ฉันมีงานต้องทำอีกนิดหน่อย"

"โอเคครับ งั้นผมไปก่อนนะ พรุ่งนี้เจอกัน"

เหลยเซิงโบกมือให้เธอแล้วก็เดินแยกไปอีกทางหนึ่งที่ตรงไปยังลานจอดรถ

ส่วนเสี่ยวเม่ยเดินไปทางซ้าย ตรงไปยังห้อมซ้อมดนตรี เพราะเธอลืมแฟ้มที่บรรจุโน๊ตเพลงบางส่วนไว้ที่นั่น....




kookkai
#50   [ 30-01-2014 - 05:22:33 ]


ภายในห้องซ้อมดนตรีกว้างขวาง มีมุมสำหรับโต๊ะทำงานและที่นั่ง

ที่ก่อนหน้านี้ทุกคนออกไปหมดแล้ว...แต่ตอนนี้ปรากฎว่าไม่ได้มีแค่เธอที่ผลักประตูเข้ามา

เสี่ยวเม่ยชะงักไป และดูตกใจ เพราะไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเจอใครที่นี่!

ร่างสูงของกวงเทียนนั่งอยู่บนโซฟาตัวยาวชิดผนังตรงที่เขาชอบนั่งกับเพื่อนๆ ของเขาเป็นประจำ

ขายาวๆ พาดอยู่บนโต๊ะตัวเตี้ยๆ ที่รกไปด้วยอะไรมากมาย ทั้งแก้วน้ำ ถ้วยกาแฟ ฯลฯ

...เขาไม่ได้อยู่คนเดียว!!...

เธอเห็นว่าเรือนร่างบางระหงของหญิงสาวคนหนึ่งผละลุกจากตักของเขาทันทีที่เธอเปิดประตู


เสี่ยวเม่ยรู้สึกว่าเธอเข้ามาในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะเอาเสียเลย

เธอเลยได้แต่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูเหมือนไม่รู้จะทำยังไงต่อไป

ความจริงเธอตั้งใจจะเข้ามาเอาสมุดโน้ตรวมทั้งแฟ้มงานของเธอ

ที่วางเอาไว้บนโต๊ะทำงานเท่านั้น แต่ดันมาเจออะไรแบบนี้!!

"ขอโทษค่ะ คือ...คือฉันแค่จะมาเอาของ"

เธอเดินก้มหน้าก้มตาตรงไปที่โต๊ะอีกมุมหนึ่งของห้อง พยายามไม่มองไปทางนั้นอีก

ผู้หญิงคนที่เพิ่งผละลุกออกมาจากกวงเทียน ก้มลงเก็บแก้วน้ำและถ้วยกาแฟและเดินออกไปจากห้อง

ผู้หญิงคนนั้นดูสวยและรูปร่างดีมากทีเดียว เธอคือคนที่คอยดูแลอำนวยความสะดวกต่างๆ ของบริษัท

เสี่ยวเม่ยเองก็เห็นเธอคนนี้อยู่บ่อยๆ ตั้งแต่มาทำงานที่นี่ เพียงแต่ไม่ได้เจอเธอในลักษณะนี้มาก่อน

"ทำไมถึงไม่ใช้คอมพิวเตอร์ล่ะ มันสะดวกกว่าตั้งเยอะ"

ร่างสูงของกวงเทียนก้าวยาวๆ มายืนอยู่ข้างหลังเสี่ยวเม่ยตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

เนื่องจากเธอกำลังก้มหน้าก้มตาจัดการเก็บกระดาษพวกนั้นใส่แฟ้มอยู่

กระดาษที่เขียนด้วยดินสอดำ ซึ่งเป็นลายมือของเธอเองทุกบรรทัด

"ฉันชอบแบบนี้มากกว่าค่ะ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนมีแค่ดินสอกับกระดาษก็สามารถเขียนเพลงได้"

เสี่ยวเม่ยตอบแต่ไม่ได้หันกลับมา เธอหยิบสมุดบันทึกใส่รวมลงไปในแฟ้มเดียวกันและกอดมันเอาไว้

พอหันมาอีกทีก็แทบจะชนเข้ากับหน้าอกของกวงเทียนที่ยืนอยู่ข้างหน้า

เขาเข้ามายืนใกล้เธอมากจนเกินจำเป็นจริงๆ ในความรู้สึกของเธอ...


"ความจริงคุณนี่ก็มีความคิดอะไรๆ หลายอย่างสมกับเป็นศิลปินเหมือนกันนะ"

เขายังไม่ถอยออกไป แต่ก้มลงมองเธอ...ด้านหลังชิดกับขอบโต๊ะและข้างหน้าเธอก็คือเขา

ที่ดูจะเป็นอุปสรรคซึ่งลำบากมากจริงๆ สำหรับเสี่ยวเม่ยในการจะผ่านออกไปได้...



เสี่ยวเม่ยสะดุ้งตอนที่กวงเทียนยื่นมือมาจับมือของเธอ และดึงมือที่สั่นน้อยๆ นั้นมาลูบไล้เบาๆ

ก่อนจะดึงขึ้นไปแนบที่ริมฝีปากของเขา!

มือของเธอนิ่มและหอมจางๆ เหมือนกับกลิ่นดอกไม้ในทุ่งหญ้ากว้างๆ ในวันที่แสงแดดอบอุ่นอย่างไรอย่างนั้น

ไม่เหมือนกลิ่นหอมรุนแรงเย้ายวนแบบผู้หญิงคนอื่นๆ...

"คือฉัน...ขอตัวก่อนนะค่ะ ฉันจะกลับแล้ว" เสี่ยวเม่ยพึมพำเบาๆ เมื่อเขายังไม่ยอมถอยออกไป

อ้อมแขนของเธอกอดแฟ้มไว้แน่นอย่างกับว่าของแค่นั้นมันจะป้องกันเธอจากผู้ชายตรงหน้าได้

"กับเหลยเซิง ไม่เห็นคุณคอยเลี่ยงเขาอย่างนี้เลยนี่

ทำไมล่ะ หรือคุณชอบแบบนั้นมากกว่า คุณชอบเหลยเซิงสินะ"


เสี่ยวเม่ยไม่ชอบความคิดแบบนั้นของเขาเสียจริงๆ

น้ำเสียงของเขามันเหมือนดูถูกเธอยังไงบอกไม่ถูก เธอได้แต่ส่ายศีรษะไปมา

"ฉันไม่ได้คิดอย่างนั้นค่ะ เหลยเซิงเขาดีกับฉัน และเราก็คุยกันเรื่องงาน"

"ช่างเถอะ ผมยังไม่ได้บอกว่าอยากฟังคุณอธิบายสักหน่อยนี่

คุณจะชอบใครมันก็เป็นเรื่องของคุณ ไม่ต้องมาบอกผมหรอก"


กวงเทียนปล่อยมือที่กอบกุมมือเธอเอาไว้นั้น

แต่ท่าทีของเขามันช่างแตกต่างจากสิ่งที่เขาเพิ่งจะบอกออกมาเมื่อครู่

...เพราะว่าเขาก้มลงมาจูบเธอทันทีที่พูดประโยคนั้นจบ....




มือใหญ่แข็งแรงของเขาวางลงบนขอบโต๊ะด้านหลังที่เธอยืนอยู่กั้นไม่ให้เธอหนีไปไหนได้เลย



kookkai
#51   [ 30-01-2014 - 05:52:00 ]



"กวงเทียน ปล่อย...ปล่อยฉันค่ะ" ร่างเล็กๆ ของเสี่ยวเม่ยกอดแฟ้มไว้กับตัวแน่น

เบือนหน้าหลบริมฝีปากของเขาที่จูบเรื่อยๆไปตามแก้มไม่ได้สนใจว่าเธอจะขัดขืนแค่ไหน

"อย่าทำท่าเหมือนผมกำลังจะฆ่าคุณอย่างนั้นสิ"

กวงเทียนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ตอนหยดน้ำเปียกๆ หล่นลงมา

ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาลูบแก้มเปื้อนน้ำตาเบาๆ


...แววตาของเขาเย็นชาเหลือเกินแม้จะเช็ดน้ำตาให้เธอแบบนี้

ทำไมเขาถึงได้เห็นความรู้สึกของคนอื่นๆเป็นเรื่องสนุกสำหรับเขานะ เธอไม่เข้าใจเลยจริงๆ


"คุณร้องไห้อยู่เรื่อยเลยเสี่ยวเม่ย จูบของผมมันไม่ดีเท่าของเหลยเซิงเหรอ"

เสี่ยวเม่ยเม้มปากแน่นจนรู้สึกเจ็บ..นอกจากจะทำร้ายกันทางกายแล้ว

เขายังมีคำพูดร้ายๆ อีกมากมายสำหรับเชือดเฉือนคนฟังอีก

คำพูดแบบนั้นบ่งบอกให้รู้ว่าเขาคิดกับเธอยังไง เขาดูถูกเธอวันยังค่ำ

เมื่อไม่ใช่เรื่องงาน ก็เป็นเรื่องอื่น..เขาจะทำร้ายเธอไปถึงไหนกัน และเพราะอะไร เธอไม่เข้าใจเขาเอาเสียเลย





"ค่่ะ ไม่เลย" เพราะความรู้สึกอย่างนั้นทำให้เธอหลุดคำพูดที่ไม่ใช่เรื่องจริงออกไป

กวงเทียนถึงกับนิ่งไปครู่หนึ่ง...ดวงตากลมโตแวววาวไปด้วยหยดน้ำตาจ้องเขาตรงๆ

แม้จะตัวสั่นน้อยๆ และดูออกว่าเธอไม่ได้มีความมั่นใจ แต่เธอก็ยังกล้าเถียงเขาอย่างท้าทาย

"ขอตัวนะคะ" เสี่ยวเม่ยผละออกจากท่อนแขนของเขาที่วางเอาไว้

แล้วก้มหน้าก้มตาเดินออกไปจากห้องนั้นอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

มือข้างหนึ่งที่ไม่ได้กอดแฟ้มยกขึ้นเช็ดน้ำตาเร็วๆ ไปด้วยตอนรีบเดินออกไป

ร่างสูงของกวงเทียนทิ้งแขนทั้งสองข้างไว้ข้างกายอยู่ในห้อง

เขาไม่ได้หันไปมองตาม เพียงแต่ยืนเงียบๆ ด้วยสีหน้าเข้มๆ อยู่อย่างนั้น.


kookkai
#52   [ 30-01-2014 - 22:40:07 ]


Chapter 6


ในช่วงเวลาเย็นเช่นนี้ ประตูหน้าร้านขายเครื่องดนตรีรวมทั้งแผ่นเสียงเก่าๆ

ที่ตั้งอยู่บนถนนสายแคบๆ ร้างราผู้คน

ถูกผลักเข้ามาเงียบๆ ด้วยมือของชายหนุ่มร่างสูงคนหนึ่ง นั่นก็คือ "กวงเทียน"

กวงเทียนหันมองซ้ายขวาช้าๆ

ก่อนจะตัดสินใจก้าวไปตรงชั้นวางซีดีที่มุมหนึ่งที่เต็มไปด้วยซีดีเพลงของศิลปินเก่าๆ จากเมืองนอก

มือเรียวยาวยืนไปหยิบกล่องซีดีบนชั้นพลิกดู ตามด้วยหยิบหูฟังตรงมุมนันขึ้นมาครอบหูและยืนฟัง

สักพักชายสูงวัยในเสื้อผ้าสีขาวสะอาดเดินออกมาจากประตูด้านหลังร้าน

เขาเอามือแหวกม่านกั้นตรงประตูและก้าวออกมาอยู่หลังเคาน์เตอร์

พอเห็นกวงเทียนที่กำลังยืนฟังเพลงอยู่เงียบๆ เขาก็เอี้ยวตัวมาทักทาย

ด้วยการผงกศีรษะให้เล็กน้อยและส่งยิ้มแบบใจดีให้ตามเคยแบบทุกครั้งที่กวงเทียนมา

กวงเทียนเป็นลูกค้าประจำของร้านนี้

สาเหตุแรกเลยก็เป็นเพราะว่าร้านนี้อยู่ไม่ไกลจากที่พักของเขานัก

ร้านค่อนข้างสงบ และผู้คนไม่พลุกพล่านมากนัก

นอกจากนี้ ร้านนี้ยังมีซีดีเพลงเก่าๆ ที่หายาก

ซึ่งเวลาเขาอยากได้ขึ้นมา ไม่ว่าจะเก่าแค่ไหน

หรือหาซื้อยากแค่ไหนก็สามารถมาหาได้ที่นี่ทุกครั้ง

...แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้เขาจะไม่ได้เป็นลูกค้าคนเดียวที่กำลังใช้บริการอยู่...


คิ้วของกวงเทียนขมวดเข้าหากันเมื่อมองไปยังม่านตรงประตูกั้นหลังร้าน

แล้วพบว่าประตูถูกเปิดออกมาอีกครั้งด้วยมือของร่างบางที่ในมือถือกล่องสีดำขนาดใหญ่

เดินตรงมาหน้าเคาน์เตอร์ตามหลังเจ้าของร้านมา

กวงเทียนไม่คิดว่าจะเจอเธอที่นี่..

เสี่ยวเม่ยเองก็มองมาที่เขาอย่างแปลกใจไม่ต่างกัน

"ทั้งหมด 250 เหรียญครับ" เจ้าของร้านกดเครื่องคิดเงินและบอกเธอ

เสี่ยวเม่ยหยิบแบงก์และเศษเหรียญออกมาจากกระเป๋าขึ้นมาก้มดูและนับอย่างตั้งใจ

คิ้วสวยขมวดน้อยๆ เหมือนใช้ความคิดกับมันมาก

กวงเทียนวางที่ครอบหูลงบนชั้นและก้าวไปยืนข้างๆ เธอ

เขาวางซีดี 2 กล่องลงบนเคาท์เตอร์ แล้วเขาก็หันไปหาเธอ

ดึงแบงค์ 2 ใบจากมือเธอส่งให้เจ้าของร้านรับไป ก่อนจะรับเงินทอนมาและวางใส่ในมือเธออีกครั้ง

ท่าทางเขาเฉยๆ และแทบจะไม่มองหน้า แต่ยังไงมันก็แสดงว่าเขาช่วยเหลือ

"คงมาอยู่ที่ไทเปนี่ได้ไม่นานสินะครับ" เจ้าของร้านพูดแบบใจดี เมื่อเห็นว่าเสี่ยวเม่ยดูจะม่คุ้นกับเงินเหรียญนัก

"ขอบคุณมากนะคะ" เสี่ยเม่ยยิ้มพลางก้มหัวให้เจ้าของร้าน

เจ้าของร้านจัดการคิดเงินและเอาซีดีใส่ถุงส่งให้เขาที่ยืนอยู่

ก่อนจะพูดคุยกัน 2-3 คำแบบที่เธอมองออกว่าเขาคงจะรู้จักกันดีพอสมควร

เสี่ยวเม่ยเหลือบมองร่างสูงข้างๆ อย่างอับจนถ้อยคำ

นี่ถือเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่เธอได้เจอกับเขานอกสถานที่ทำงาน

แล้วเวลาแบบนี้เขาก็ดูเหมือนจะมีโลกส่วนตัวสูงยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

เธอเอ่ยขอบคุณเขาเบาๆ เรื่องที่เขาช่วยเธอนับเงินเมื่อครู่แล้วก็หิ้วกล่องใส่เชลโล่เดินออกจากร้านไป...


kookkai
#53   [ 31-01-2014 - 20:12:38 ]


ด้านนอกอากาศค่อนข้างเย็นไม่ได้อบอุ่นเหมือนกับภายในร้านเมื่อครู่

เสี่ยวเม่ยเดินช้าๆ บนทางเท้าไม่ถึงนาทีเธอก็ต้องหันหน้ากลับมาเมื่อรู้สึกว่าเขาเดินตามมาอยู่ข้างๆ

"เอามันมาซ่อมเหรอ"
กวงเทียนทอดสายตาลงมามองกล่องใส่เชลโล่ที่เธอถืออยู่

"ค่ะ สายมันขาด แล้วที่นี่ก็หาซื้อยาก โชคดีที่เจอร้านนี้ เขาซ่อมเก่งมากเลย ราคาก็ไม่แพงด้วย

ความจริงเหลยเซิงเขาแนะนำมาน่ะค่ะ ลำพังตัวฉันเองคงไม่รู้หรอกว่ามีร้านซ่อมเครื่องดนตรีดีๆ อยู่ที่นี่"


ืดูเหมือนกวงเทียนจะเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินอย่างนั้น

เสี่ยวเม่ยไม่กล้าเงยหน้าขึ้นไปมองว่าเขาทำหน้ายังไงอยู่

"ผมก็เอากีตาร์มาซ่อมที่ร้านนี้เหมือนกัน เจ้าของร้านเขาเป็นนักดนตรีมาก่อน

ชำนาญพวกเครื่องสายน่ะ ซีดีเก่าๆ หาฟังยากที่นี่ก็มีเยอะ"


"คุณคงเป็นลูกค้าประจำที่นี่สิน่ะค่ะ"

"ก็มาบ่อยเหมือนกัน บ้านผมอยู่แถวนี้"

เสี่ยวเม่ยมองผ่านถุงใสๆ ที่เขาถืออยู่ มีซีดี Live Concert ของวง Suede ศิลปินแห่งเกาะอังกฤษอยู่ภายในนั้น

"คุณชอบ Brit Rock เหรอคะ"

กวงเทียนก้มลงมองถุงซีดีในมือตัวเองก็เลยพบว่าเธอรู้เรื่องดนตรีพอควรจากการมองของที่เขาซื้อแค่นี้

"จริงๆ ผมฟังหมดทุกแนวแหละ ทั้ง Pop ทั้ง Rock จะมาจากฝั่งอังกฤษหรืออเมริกาก็เถอะ

แต่วงนี้ก็โอเค คุณเคยดูคอนเสิร์ตของ Rolling Stone รึเปล่า ผมว่าเขาเจ๋งมากๆ เลย"


เขาคุยกับเธอด้วยท่าทางจริงๆ จังๆ ขึ้นเกี่ยวกับรสนิยมเรื่องการฟังเพลงของเขา

เธอคุยกับเขาเรื่อยๆ ตามองบนพื้นระหว่างที่ก้าวไปช้าๆ

เธอค่อนข้างจะรู้สึกอึดอัด ไม่ค่อยมั่นใจ แล้วก็อีกหลายอย่างที่อธิบายไม่ได้

ความจริงปกติแล้วเขาเองก็แทบจะไม่ได้พูดกับเธอเท่าไหร่นัก

โดยเฉพาะการพูดคุยดีๆ แบบนี้ มันแทบจะไม่เคยเกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ

แต่ดูเหมือนจะมีเรื่องนี้ที่เธอกับเขาคุยกันได้ เรื่องดนตรีอะไรพวกนี้..


kookkai
#54   [ 31-01-2014 - 20:37:36 ]


"คุณอยู่ที่นี่คนเดียวเหรอ แล้วพักที่ไหน"

กวงเทียนเอ่ยถามขึ้นหลังจากคุยเรื่องดนตรีกันมาครู่หนึ่ง

รู้อยู่ว่าเธอเพิ่งมาไทเปได้ไม่นาน ก่อนหน้านี้เธออยู่ที่นิวยอร์ก

แต่พอหลุดปากถามออกไปกวงเทียนก็ได้แต่แปลกใจตัวเอง....

...จู่ๆ เขาก็มาเจอเธอโดยบังเอิญในร้านซีดีที่เขามาประจำ

แถมยังเดินคุยเรื่องดนตรีกันบนทางเท้านี่อีก

มันเป็นอะไรที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับเขา..แต่ว่ามันเกิดขึ้นแล้ว...

ปกติแล้วคนอย่างเขาไม่เคยใช้เวลาพูดคุยกับใครอย่างจริงๆ จังๆเลย โดยเฉพาะกับผู้หญิง...

บางครั้งแม้แต่ชื่อของพวกเธอเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำ..

..แต่กับผู้หญิงที่เดินข้างๆ เขาคนนี้..เขารู้ว่าเธอเป็นใคร อยู่ที่ไหน ทำอะไรมาก่อนหน้านี้บ้าง

หรือแม้แต่แนวเพลง เครื่องดนตรีที่เธอชอบและเล่นได้

และตอนนี้สิ่งที่เขากำลังทำ คือการพูดคุยกับเธออยู่..


เสี่ยวเม่ยชี้ไปตรงตึกสีเทาค่อนข้างเก่าที่สูงประมาณ 4-5 ชั้น

มีบันไดเหล็กวนสำหรับเดินขึ้นไปซึ่งเห็นจากด้านนอกชัดเจน

มันตั้งอยู่ข้างหน้าไกลไม่เกิน 3 บล็อกช่วงถนนที่พวกเขากำลังเดินอยู่

"นั่นน่ะเหรอ"
กวงเทียนมองตาม

" ค่ะ ฉันอยู่ชั้นบนสุดห้องติดกับบันได"

เสี่ยวเม่ยลดมือลงแล้วก็รู้สึกแปลกใจว่าเธอเดินคุยกับเขามาจนถึงที่พักเมื่อไหร่แทบจะไม่รู้ตัวเลย

มันเป็นการพูดคุยกับเขาที่นานที่สุดเท่าที่เธอเคยมี หมายถึง..การพูดคุยแบบเป็นเรื่องเป็นราวจริงๆ

"ก็ดีนะ ที่นี่ดูไม่วุ่นวาย ไม่เหมือนในเมือง"

"บริษัทเขาช่วยหาให้ค่ะ ไม่ไกลจากที่ทำงานด้วย แล้วก็บรรยากาศสงบดีไม่วุ่นวายอย่างที่คุณว่า"


ทั้งคู่ข้ามถนนเล็กๆ มาหยุดอยู่ตรงหน้าตึกแห่งนั้นในที่สุด

เสี่ยวเม่ยเงยหน้าขึ้นมามองเขาที่กำลังเงยหน้าเหมือนพิจารณาสถานที่ตรงหน้าอยู่



..เวลาคุยกันดีๆ แบบนี้ เสี่ยวเม่ยก็คิดว่าเขาก็เป็นคนน่าคบหาคนหนึ่งเหมือนกัน ไม่ได้น่ากลัวเหมือนทุกทีที่เจอ

"เอ่อ..แล้วคุณพักที่ไหนเหรอคะ" เธอนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้เขาบอกกับเธอว่าเขาอยู่ไม่ไกลจากร้านนั้นเท่าไหร่

"ถัดไปอีกถนนหนึ่ง" กวงเทียนเอามือข้างที่ไม่ได้ถือถุงซีดีเสยผมช้าๆ มองไปข้างหน้า

เสี่ยวเม่ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มันไกลเหมือนกันนะ ถ้าเป็นอย่างที่เขาว่า

แต่เขาอาจจะชอบเดินเล่นเวลาเย็นๆ เหมือนกันกับเธออย่างนี้ก็เป็นได้ แม้มันค่อนข้างจะไกลอยู่สักหน่อยก็เถอะ

"ฉันไปก่อนนะคะ" เธอก้มศีรษะให้เขา แล้วร่างสูงก็เอามือล้วงกระเป๋าแจ็คเก็ตเฉยๆ ไม่ได้ว่าอะไร

เสี่ยวเม่ยหันหลังเดินขึ้นบันไดวนตรงหน้า เดินไปได้สักระยะ เธอหยุดเล็กน้อยตรงบันไดชั้นบนสุด

ก้มลงมองเขาที่ยืนเงยหน้ามองเธออยู่ตรงหน้าตึกแล้วก็โค้งให้อีกครั้ง ก่อนจะไขกุญแจเข้าห้องไป



กวงเทียนยืนเงียบๆ สักพักแล้วก็หันหลังข้ามถนนกลับไปตามทางเท้าบนถนนเส้นเดิมที่เขาเพิ่งจะเดินมากับเธอ

เขาเองก็ไม่รู้สาเหตุเหมือนกันว่าทำแบบนี้ทำไม..

ความจริงแล้วเขาไม่ทันจะคิดอะไรด้วยซ้ำ นับตั้งแต่เดินออกจากร้านและเดินมาเพื่อคุยกับเธอ

..มันเป็นอะไรที่เขาไม่ได้คิดเอาไว้ล่วงหน้าว่าจะเกิดขึ้น

หรือว่าต้องทำยังไงกับมัน แค่ปล่อยให้มันเป็นไปตามที่ใจปรารถนา..

เขาแค่เดินกับเธอมาจนถึงที่ที่เธออยู่...แค่พูดคุยกันเรื่องเพลงและดนตรี

เขาไม่ได้คิดว่าตัวเองเดินมาส่งเธอ..เขาไม่ได้ช่วยเธอถือของ

กล่องเชลโล่ใหญ่ๆ กล่องนั้นที่ปกติผู้ชายทุกคนคงจะช่วยถือถ้าเดินมากับผู้หญิง

แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ตอนนี้เขาต้องเดินกลับไปเอารถที่ตัวเองจอดเอาไว้แถวร้านนั้น

ถูกต้องอย่างที่เสี่ยวเม่ยคิด จากที่ที่เขาอยู่มาร้านซีดีโดยใช้การเดินมันค่อนข้างจะไกลไปจริงๆ นั่นแหละ

และกวงเทียนก็ไม่ได้เดินมาจริงๆ เขาขับรถมาต่างหาก...


kookkai
#55   [ 31-01-2014 - 21:08:17 ]



ในเช้าวันถัดมา...เสียงเชลโล่ดังเป็นท่วงทำนองแผ่วพลิ้วจากการบรรเลงของเสี่ยวเม่ย

ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ภายในห้องซ้อมดนตรีตอนที่กวงเทียนเปิดประตูเข้ามา..

เสี่ยวเม่ยดูแปลกใจ..เวลาแบบนี้ อย่าว่าเธอจะแปลกใจเลย

คนที่กวงเทียนเดินผ่านตอนเข้าบริษัทมาทุกคนต่างก็ทักทายแบบแปลกใจกันทั้งนั้น

ปกติแล้วกว่าจะได้เห็นหน้าเขามันก็ควรจะเป็นเวลาเลยบ่ายไปแล้วนั่นล่ะ

"เอ่อ..อรุณสวัสดิ์ค่ะ"

เธอหยุดเล่นกลางคันหันมาทักทาย ดูไม่รู้จะเริ่มต้นด้วยคำพูดแบบไหนดี

นอกจากคำทักทายอรุณสวัสดิ์ธรรมดา

กวงเทียนไม่ได้พูดอะไรตอบ แต่ก้าวเข้าไปหาในมือถือแฟ้มบางๆ มาด้วย

เขาจัดการดึงเก้าอี้อีกตัวมาตั้งตรงหน้าเธอแล้วก็นั่งลงด้วยท่าทางง่ายๆ

"ผมไม่ค่อยเข้าใจตรงนี้นิดหน่อย คิดว่าทั้งคืนเลยว่าจะมาถามคุณ"

เสี่ยวเม่ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เธอค่อนข้างแปลกใจเมื่อเห็นเขาเปิดแฟ้มแล้วยื่นกระดาษมาให้ดู

พลางเริ่มต้นคำถามมากมายเกี่ยวกับเพลงที่เธอแต่ง

เสี่ยวเม่ยค่อยๆ อธิบายให้เขาฟัง..เธอรู้สึกว่ากวงเทียนเปลี่ยนไป

ไม่ใช่รูปร่างหน้าตาภายนอกหรอกนะ แต่ที่เปลี่ยนไปคือปฎิกิริยาที่มีต่อเธอต่างหาก

หลังจากการพบกันโดยบังเอิญในร้านซีดีเมื่อวาน

..เขาไม่เคยมีทีท่าว่าอยากจะพูดจาอะไรกับเธอเลยแม้แต่นิดเดียวก่อนหน้านี้

สิ่งเดียวที่เขาทำก็คือ ปฎิกิริยาในด้านลบทุกๆ อย่าง

เท่าที่เขาจะทำให้เธอรู้สึกได้ว่าเขาไม่ยอมรับเธอในฐานะเพื่อนร่วมงาน

แต่ตอนนี้เขาไม่ได้ทำแบบนั้นแล้ว.....

"ใน 4 เพลงที่ผมดู ผมชอบเพลงนี้มากที่สุด มันดูแตกต่างจากเพลงอื่น แปลกดี โดยเฉพาะตรงเสียงกีตาร์

แล้วก็ที่คุณใส่ตรงท่อนโซโลก่อนจะจบให้เป็นเสียงเชลโล่น่ะมันเป็นความคิดที่โอเคเลยนะ"


เขาพูดถึงเพลง Gray Paper...


เสี่ยวเม่ยยิ้มบางๆ แล้วก็เงยหน้าขึ้นจากกระดาษแผ่นนั้นมามองเขา

"ฉันดีใจค่ะที่คุณชอบ เพราะเพลงนี้เป็นเพลงของคุณ" เธอว่าแล้วก็ชี้ไปกระดาษอีกแผ่น

"ส่วนนี่ของจีน ออกจะเป็นเพลงสนุกสนานน่ะค่ะ มันจะมีท่อนแร็พเป็นภาษาอังกฤษซึ่งเขาขอแต่งเอง

แล้วนี่ก็ของอิ่งฟงเป็นเพลงช้า เพราะฉันคิดว่าเสียงของเขาเหมาะกับการร้องเพลงช้าๆ

อีกแผ่นนั่นเป็นของเหลยเซิง เป็นเพลงช้าๆ แต่หนักแน่น"
เธอบอก

กวงเทียนค่อนข้างจะแปลกใจเมื่อได้ยินเธอพูดกับเขาในเรื่องที่เขาไม่ได้คิดมาก่อน

"ฉันพยายามจะเขียนเพลงให้เหมาะกับพวกคุณแต่ละคน เพลงที่สื่อถึงตัวพวกคุณมากที่สุด"

เสี่ยวเม่ยรู้สึกว่าเขาเงียบ เธอเลยเงยหน้าขึ้นมามองแบบไม่แน่ใจ

บางทีเธออาจจะพูดมากเกินไปจนเขารำคาญรึเปล่านะ...

แต่แล้วเธอก็เห็นว่าเขากำลังมองหน้าเธออยู่..

ไม่ได้ยิ้ม ไม่ได้มีสีหน้าไม่พอใจ แค่มองนิ่งๆ เท่านั้น แววตาของเขาดูยากว่าคิดอะไรอยู่..

แต่แววตาแบบนั้นของเขา มันก็เพียงพอที่จะทำให้เธอต้องเลี่ยงลงมองเชลโล่ที่วางพิงอยู่กับขาของตัวเอง

"ลองเล่นตรงท่อนนั้นให้ผมฟังหน่อยได้มั้ย" เขาพูดขึ้น

กวงเทียนมองมือเล็กๆ ขาวสะอาดที่จับอยู่บนคันขึงสาย อีกมือจับสายเสียดสีแผ่วเบา

ปลายนิ้วเรียวที่เลื่อนขยับขึ้นลงตามคีย์แต่ละตัวอย่างแม่นยำ

และแต่ละครั้งก็ให้เสียงที่ไพเราะดังกังวานออกมา

..นาทีนั้นเขารู้สึกเหมือนตัวเองหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่งอย่างบอกไม่ถูก....





kookkai
#56   [ 31-01-2014 - 21:29:39 ]




먹지 (Gray Paper)

ผมพูดแบบนี้เพราะผมรู้สึกผิด

ผมพูดแบบนี้เพราะคุณกำลังร้องไห้

ผมพูดแบบนี้เพราะผมกำลังหมดลมหายใจ

คำพูดที่หัวใจโง่ๆ ของผมแสดงออกไป

ผมพยายามจะเก็บมันไว้..หยุดยั้งมันไว้

ผมปิดปากตัวเองไว้ด้วยมือของผม แต่....

คำพูดที่ว่า “ผมรักคุณ” ยังคงมีอยู่ ราวกับถูกเขียนไว้ในหัวใจ

ผมก้าวเดินไปช้าๆ..หนึ่งก้าว..สองก้าว..

รอยเท้าของคุณช่างดูคุ้นเคยเหลือเกิน หนึ่งก้าว..สองก้าว..

คุณอยู่ห่างไกลออกไป และหายไป ที่ละน้อยๆ ด้วยรอยเท้าที่หนักแน่น

เมื่อคุณลบและลืมมันไปแล้ว

เมื่อคุณไม่อยู่ให้เห็นและหายไปแล้ว

แม้ใน 1 วินาที ผมจะพูดคำนั้นซ้ำๆ หลายๆ ครั้งว่า “อย่าไปเลย...”

*ผมก้าวเดินไปช้าๆ..หนึ่งก้าว..สองก้าว..

รอยเท้าของคุณช่างดูคุ้นเคยเหลือเกิน หนึ่งก้าว..สองก้าว..

คุณอยู่ห่างไกลออกไป และหายไป ที่ละน้อยๆ ด้วยรอยเท้าที่หนักแน่น

นี่เป็นครั้งสุดท้าย ครั้งแล้ว ครั้งเล่า

ผมให้สัญญาในสิ่งที่ผมรักษาไว้ไม่ได้ ครั้งแล้ว ครั้งเล่า

คุณอยู่ห่างไกลออกไป และหายไป ที่ละน้อยๆ ด้วยรอยเท้าที่หนักแน่น

คนที่สมควรที่จะเจ็บปวดคือผม ได้โปรดเถอะ ได้โปรดที


*************************************************************************






kookkai
#57   [ 31-01-2014 - 21:45:17 ]


ไม่นานชายหนุ่มสมาชิกวง The Heirs อีก 3 คนก็ทยอยกันเดินเข้ามาภายในห้อง..

ดูเหมือนเหลยเซิงที่เดินตามจีนเข้ามาจะเลิกคิ้วขึ้นยิ้มออกมาเล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดอะไร

เมื่อภาพที่เห็นคือเพื่อนของเขากับเสี่ยวเม่ยนั่งอยู่ด้วยกันด้วยท่าทางแบบกำลังพูดคุยกันอยู่

"ฝนคงตกหนักแหงๆ นี่มันยังไม่เที่ยงเลย แต่นายกลับคลำทางมาออฟฟิตถูกแฮะ" จีนแซว

"เสี่ยวเม่ย คนคุมเสียงเขาอยากคุยกับคุณหน่อยน่ะครับ เรื่องเพลงที่อัดไปเมื่อวานก่อน

ผมเจอเขาตรงหน้าห้องอัดพอดี เขาเลยวานให้มาบอกคุณ"
อิ่งฟงหันไปบอกเธอ

"ขอบคุณค่ะ เดี๋ยวฉันไปตอนนี้เลย" เสี่ยวเม่ยลุกขึ้นจากเก้าอี้

กวงเทียนไม่ได้ขยับลุกจากที่นั่งของตัวเองเพื่อช่วยเธอ แต่เป็นเหลยเซิงที่เดินเข้ามา

"ซ่อมเรียบร้อยแล้วเหรอครับ"

เหลยเซิงช่วยขยับเก้าอี้และจัดการเอาเชลโล่จากมือเธอไปเก็บให้เอง

"ค่ะ ขอบคุณมากนะคะที่แนะนำร้านให้ เขาทำดีมากๆ เลย ไม่แพงด้วย เดี๋ยวฉันขอตัวก่อนนะคะ"

เสี่ยวเม่ยยิ้มให้อย่างขอบคุณแล้วก็เดินออกไป

"นายแนะนำร้านนั้นให้เธอเหรอเหลยเซิง"

กวงเทียนลุกขึ้นจากเก้าอี้ เพื่อไปประจำที่ และปรับไมค์ของตัวเองเพื่อเตรียมซ้อม

"อืม..ก็เห็นนายไปที่นั่นบ่อยๆ นี่ เอ่อ..ฉันหมายถึง นายชอบเอากีตาร์ไปซ่อมที่ร้านนั้น

แล้วก็บอกว่ามันดีไม่ใช่เหรอ ทีนี้พอเสี่ยวเม่ยถามว่าจะเอาเชลโล่ไปซ่อมได้ที่ไหนบ้างในไทเปนี่

ฉันก็เลยนึกถึงร้านของนายขึ้นมา แล้วก็บอกเธอ ก็แค่นั้นเอง"

เหลยเซิงอธิบายเรื่อยๆ แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ก่อนจะหันไปสนใจกับไมโครโฟนต่อ

เหลยเซิงเหลือบมองกวงเทียนที่ไม่ได้ถามอะไรอีกเหมือนกัน แค่เดินไปหยิบกีตาร์มาคล้องไหล่

และเริ่มปรับเสียงของมันช้าๆ แล้วก็ยิ้มกับตัวเอง


(เหลยเซิง ขอบคุณนะคะ คุณไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ฉันไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ ค่ะ

ถ้าเวลาฉันเงียบๆ คือมันเป็นปกติของฉันน่ะค่ะ

ส่วนใหญ่ฉันก็ไม่ค่อยพูดอยู่แล้ว ฉันออกจะเป็นคนน่าเบื่อแบบนี้ล่ะค่ะ)




เหลยเซิงนึกถึงวันก่อนที่เสี่ยวเม่ยพูดกับเขาด้วยรอยยิ้ม

ตอนที่ตัวเองเข้าไปถามโน่นถามนี่เธอเกี่ยวกับเรื่องดนตรีบ้าง เพลงบ้าง

เพราะเขาเห็นเธอนั่งอยู่คนเดียวในขณะที่ทุกคนพูดคุยกันสนุกสนานในห้องซ้อม

แต่เสี่ยวเม่ยมักจะนั่งเงียบๆ ในมือขีดเขียนอะไรที่เขาคาดว่าคงจะเป็นเพลงที่เธอแต่งอยู่เสมอ

(ฉันรู้ว่าจริงๆ แล้วคุณไม่ได้ไม่เข้าใจเพลงพวกนี้หรอก

คุณแค่อยากชวนคุยเพราะกลัวว่าฉันจะไม่มีเพื่อนสินะคะ)


เสี่ยวเม่ยรู้สึกขอบคุณเขาจริงๆ เขาเป็นคนดังที่ไม่ถือตัวเลยสักนิด

แล้วก็ใจดีมากๆ เธอรู้ทันเจตนาดีของเขาที่มีต่อเธอดี..

ที่เหลยเซิงมักจะเข้ามาถามโน่นนี่เธอบ่อยๆ เพราะเข่กลัวเธอจะเหงานั่นเอง..

ไหนจะอีกหลายครั้งที่เขาเห็นกวงเทียนมักจะทำท่าไม่ค่อยดีใส่เธอ

อย่างเช่นหน้าตาบึ้งตึงบ้าง ไม่พูดด้วยบ้าง ซึ่งเป็นแบบนี้ประจำเวลาที่มันไม่ค่อยชอบใคร

ท่าท่างแสดงออกแบบนั้น ใครๆ ก็รู้ว่ากวงเทียนไม่ยอมรับเธอเท่าไหร่นัก

เหลยเซิงถึงได้เห็นใจเธอไม่น้อย..

(คุณเป็นคนมีพรสวรรค์มากนะครับเสี่ยวเม่ย มั่นใจในตัวเองหน่อย)

สิ่งที่เขาพูดกับเธอ เขาหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ

เพราะเมื่อได้ทำงานด้วยกันเขาก็รู้สึกได้ว่าเธอมีอะไรดีๆ อยู่ในตัวมากมาย

เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าต้องทำยังไงเพื่อนของเขาถึงจะได้เห็นจุดนี้ของเธอเหมือนอย่างที่เขาเห็น

แถมมันยังเป็นคนมีอคติขั้นรุนแรง หัวแข็ง เคยฟังใครซะที่ไหน

ดังนั้น ตอนที่เสี่ยวเม่ยถามว่าจะเอาเชลโล่ไปซ่อมได้ที่ไหน

เขาถึงได้แนะนำร้านที่กวงเทียนไปเป็นประจำ

และดูเหมือนว่าการแนะนำเล็กๆ น้อยๆ ของเขาจะได้ผลดีกว่าที่คาดไว้

อย่างน้อยเขาก็เห็นกับตาอยู่เมื่อครู่ว่าเพื่อนเขาทำท่าพูดคุยดีๆ กับเธอขึ้นมาบ้างแล้ว....



kookkai
#58   [ 01-02-2014 - 09:10:04 ]




ฉันมีชีวิตอยู่ไปในแต่ละวันอย่างไร้เหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่
เพราะว่าฉันตายไม่ได้ จึงยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไป

คนที่ทำให้ฉันมีชีวิตขึ้นมาได้อีกครั้ง คนที่ทำให้ยิ้มได้อีกครั้ง
ตอนนี้กลับกลายเป็นคนที่ทำให้ฉันร้องไห้

เธอคือคนที่แสนดี แม้ฉันจะเป็นคนไม่เคยพอ
แต่ฉันก็รักเธอและจะเป็นคนที่คอยปกป้องดูแลเธอ

ไม่ว่าใครจะพูดอะไรก็ตาม
แต่ในหัวใจของฉันจะมีเธอเป็นคนที่ฉันรักเพียงคนเดียว

ทำไมเธอถึงพูดคำว่าไม่ ในเมื่อเธอนั้นก็ไม่รู้อะไรเลย
อย่าโกหกเลย

มองฉันที่ยืนอยู่ตรงนี้สิ ได้ยินไหม
ถ้าเพียงเธอหันหลังกลับมองสักครั้ง เธอก็คงเห็นฉันแล้ว

แม้ว่าจะผ่านไปแล้วแสนนาน แม้ว่าจะห่างกันแสนไกล แต่เธอก็กลับมา
คนๆ นั้นที่ยืนอยู่ตรงหน้า

และประสานมือฉันไว้
ความคิดถึงของฉันมีมากมายและกระจายไปทั่วทั้งหัวใจ

แม้ฉันจะพยายามควบคุมมันไว้ แต่คำพูดนั้นมันก็พลั่งพลูออกไป
คำว่ารักเธอ มันช่างยากเย็นอะไรเช่นนี้

เธอยังมาหาฉันไม่ได้อีกเหรอ
เธอคือคนที่แสนดี


*************************************************


Credit
เนื้อเพลงภาษาเกาหลี: Romanization.wordpress.com
เนื้อเพลงแปลภาษาอังกฤษ: Popgasa
เนื้อเพลงอ่านและแปลภาษาไทย: Inmostlove.blogspot.com


JJloveAJ
#59   [ 12-02-2014 - 10:38:13 ]


เจ้ของจิ๊บร้ายกาจจริง ๆ

kookkai
#60   [ 15-02-2014 - 20:08:46 ]


quote : JJloveAJ

เจ้ของจิ๊บร้ายกาจจริง ๆ


ดีใจที่จิ๊บชอบ

ดีใจที่จิ๊บเข้ามาอ่าน

แต่จะดีใจกว่านี้..

ถ้า..หลายๆ คนที่เข้ามาอ่าน จะกรุณาเม้นท์ส่งสัญญาณแบบจิ๊บจิ๊บบ้างรัยบ้างงี้








ต้องสมัครเป็นสมาชิกและ login เข้าสู่ระบบก่อนถึงจะสามารถลงความเห็นได้

CLUBDARA.COM